11 กุมภาพันธ์ 2556

ปิดสนามกอล์ฟ
การปิดสนามกอล์ฟ เป็นการตัดสินใจที่ยากมาและมีผลต่อความรู้สึกกับหลายๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ หุ้นส่วน นายๆทั้งหลาย แคตดี้ และอีกหลายภาคส่วน เพราะมีผลกระทบกับรายได้นี่เอง
สาเหตุที่จำเป็นต้องปิดสนามกอล์ฟหลักๆ ก็เนื่องจากสภาพสนามที่ไม่ดีดังความตั้งใจ หรือเรื่องราคาไม่สอดคล้องกับสภาพสนาม ดั้งนั้นการปิดสนามโดยมากก็จะทำกันเป็นวันต่อสัปดาห์ เพื่อทำการพัฒนาในส่วนที่เลวร้ายที่สุด หรือร้ายแรงสุดก็ปิดเป็นเดือนไปฟื้นฟูกกันยกใหญ่ แต่ทางที่ดีก็ควรนำเสนอโดยมุมมองของ Super Intendant ให้ผู้ใหญ่รับรู้ ดีกว่าจะให้ท่านเองมาบอก โดยบอกทุกครั้งที่ประชุมว่ามีอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ดีควรแก้ไข งบเท่าไหร่ถึงละเลงได้ อีกทั้งการตัดสินใจนำเสนอผู้ใหญ่นั้นต้องคำนึงถึงเหตุผลเป็นหลัก เพื่อให้ผลงานของเรานั้นเป็นที่เล่าขานกันต่อไปว่าดูแลสนามกอล์ฟอย่างไรถึงเป็นอย่างทุกวันนี้ ถ้าดีก็พูดกันน้อย แต่ถ้าไม่ดีล่ะ งานเข้า ส่งผลชื่อเสียงในอนาคตอีกต่างหากครับ
แบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ ไป ตามโซน ทีออฟ แฟร์เวย์ รัฟ กรีนพัท บ่อน้ำ บ่อทราย แนวต้นไม้

  1. Compaction รถคาร์ทวิ่ง ลูกค้าเยอะ
  2. Flood ระบายน้ำไม่ดี
  3. ปุ๋ยไม่ถึง
  4. อื่นๆที่คิดได้

13 พฤษภาคม 2553

การให้น้ำในสนามกอล์ฟ .... อืม เป็นสิ่งที่น่าคิดนะ

หญ้านั้นมีส่วน ประกอบของน้ำมากถึงร้อยละ 80 ถึง 85 การให้น้ำเพื่อชดเชยการสูญเสียไปของน้ำในหญ้าแบบธรรมชาตินั้นจำเป็นอย่าง ยิ่ง โดยเฉพาะประเทศไทยเราที่มีความชื้นในอากาศค่อนข้างสูงแต่ความร้อนตลอดทั้งปีก็สูงเช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นการให้น้ำชดเชยที่สูญเสียไปเพื่อให้ได้ความสมบรูณ์ของหญ้าเพื่อเป็นที่พึงพอใจแก่เจ้าของสนาม (คนจ่ายตังเรา) และลูกค้าที่เข้ามาเล่นนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการมีการจัดการดูแลและให้ความสำคัญลำดับต้นๆ ก็ว่าได้ การให้น้ำนั้นควรมีการเรียงลำดับความสำคัญเป็นลำดับขั้นดังนี้ GREEN, TEEOFF, FAIRWAY, และ ROUGH การจะระบุว่าจะให้น้ำเมื่อไหร่ เท่าไหร่ นั้นต้องดูเป็นสนามๆไปเพื่อความเหมาะสมกับค่าใช้จ่ายครับ (ใช่ไหมครับเรื่องค่าไฟฟ้าน่ะครับ) การจัดการนี้ก็ดูได้จากบันทึกค่าไฟ บันทึกการให้น้ำ รูปถ่ายในแต่ละอาทิตย์ ในแต่ละรอบปีมาเปรียบเทียบเพื่อประกอบการตัดสินใจครับ


ใช่ครับ! ความพึงพอใจของเหล่าบรรดานายๆ ทั้งหลายจะดูว่าหญ้านั้นเขียวชุ่มตามากน้อยแค่ไหนเพื่อเป็นตัววัดว่าสนามไหนน่าเล่น แต่ไม่ทันมองดูว่าการให้น้ำนั้นมากจนเกินไป จนถึงเล่นไม่ได้ก็มีนะครับ เอาน้ำมากเข้าว่า (อย่าลืมน้ำไม่ได้ทำให้หญ้าเขียวนะครับอิอิ....ปุ๋ยต่างหากครับ) ดั้งนั้นการจัดการน้ำให้เป็นระบบต้องทราบถึง แหล่งน้ำที่มี, คุณภาพน้ำที่พร้อมใช้, ระบบการให้น้ำของสนามกอล์ฟของท่าน, ส่วนประกอบของระบบน้ำด้วยนะ ถ้าให้ดีเอาแบบระบบน้ำมากางดูกันดีกว่านะครับจะได้เข้าใจว่าต้อง ซ่อม, วัด, ควบคุม กันอย่างไรครับ


เอ่อ ระบบน้ำเขาไม่เปลี่ยนกันบ่อยนะครับ ดังนั้นต้องดูว่าจะมีแผนการจัดการอย่างไร ซ่อมหรือเปลี่ยนระบบ ดูตามแผนการใช้จ่ายจะได้จัดงบประมาณเพื่อการทำงานที่สะดวกยิ่งขึ้นครับ ขอให้โชคดีครับ

27 กันยายน 2551

การจัดการดินเค็ม

ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องมาจากดินเค็มจะทำให้เกิด

  • การขาดน้ำของต้นหญ้า
  • การเป็นพิษ ไอออน ของ โซเดียม ครอรีน โบรอน แคลเซียมคารบอเนต ไฮดรอกไซด์ ส่งผลให้ต้นหญ้ามีปัญหาหลากหลายด้าน ต้น ราก ใบ ไหลบนดินและใต้ดิน
  • การขาดธาตุอาหาร หลัก รอง เสริม ของหญ้า
  • ดินเสีย ทำให้น้ำซึมผ่านลำบาก อากาศลงในดินได้น้อยลง รากไม่เดิน

เมื่อเกิดปัญหานี้แก้กันอย่างไรดีครับ

  1. วิเคราะห์ ดิน น้ำ (แหล่งน้ำ Irrigation water)
  2. จำกัดการให้ Salt ลงในพื้นที่สนามกอล์ฟ ทั้งทางน้ำ ทางทราย ทางดิน พร้อมคำนวณปริมาณ Saline และ Salinity
  3. เลือกพันธุ์หญ้าที่มีความทดต่อความเค็ม
  4. ปรับแต่งการทำ Salt leaching program พร้อมกับเขตกรรม
  5. พัฒนาการให้น้ำในระบบ
  6. ให้ปุ๋ยน้ำด้วย Boom spray
  7. เก็บข้อมูลว่ามีการพัฒนาไปทางไหน ดีขึ้นหรือแย่ลง นำไปพัฒนา Program การให้น้ำ เขตกรรม

รายละเอียดแต่ละหัวข้อจะมีการขยายความในบทความต่อไปครับ

26 กันยายน 2551

ดินและน้ำเค็มในสนามกอล์ฟ Salt-affected soils and water

วันนี้ว่างอีกวันก็ออกมาพิมพ์เพิ่ม ดีใจครับมีคนมาอ่านด้วย มีกำลังใจพิมพ์ต่อแล้วครับ

เรื่อง "ผลกระทบความเค็มกับดินหรือทรายที่ปลูก Turfgrass เืบื้องต้น"

ดินเค็ม คือ ดินที่มีผลกรทบจากเกลือในรูปเคมีต่างๆ (Salt-affected soils) จะมีเกลือที่ละลายน้ำปนอยู่ในปริมาณสูงซึ่งพบในดินทั่วโลก ซึ่งดินทั่วไปจะมีผลกรทบของเกลืออยู่ประมาณร้อยละ 10 และพื้นที่ที่มีการรับน้ำ (Irrigated area) จะมีผลกระทบที่เกิดจาก Salinity (เกลือมากับน้ำ)

สาเหตุเกิดจากเกลือที่มีประจุ (Salt ions) ทำให้เกิดดินเ็ค็มเช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม โปแตสเซียม ครอรีน ซัลเฟต ไนเตรท คารบอเนต ที่อยู่อิสระเป็นเป็นประจุ Ions และพวกนี้มาจากการสะสมในดินอยู่แล้ว การให้น้ำที่มีสารพวกนี้อยู่ และการให้ปุ๋ยที่มากเกินความจำเป็น

ดินที่มีความเค็มสูง โดยธรรมชาติจะกระจายด้วยน้ำได้ คือการละลาย ทำให้ความเค็มจืดจางลงไปแต่การให้น้ำในสนามกอล์ฟ ใช้วิธีการให้น้ำจำนวนน้อย และค่อยๆให้ทำให้เคมีที่ทำให้เกิดดินเค็มนั้นสะสม อีกทั้งทำให้ดินมีความแน่นตัวสูง กล่าวคือ เมื่อความเค็มมาเยือนในระดับหนึ่งจะทำให้ดินแยกตัวไปเป็น Silt ที่มีความละเอียด ส่งผลต่อการระบายน้ำของดินด้วย

ทำไมดินเค็มมีผลต่อหญ้า พูดง่ายๆ ก็คือมันซับน้ำและทำให้หญ้าดูดน้ำได้ไม่ดีพอไปเลี้ยงเพื่อการเจริญเติบโตและอยู่รอด ปัญหาที่พบบ่อยคือ Physiological drought ทำให้ใบหญ้าเสียหายไม่คลี่ ทำให้หญ้าขาดน้ำถึงแม้รดน้ำก็ตาม ทำให้เซลต่างๆในหญ้าขาดความสมบรูณ์(ไม่ทนต่อการเหยียบย่ำ ร้อนหน่อยเหลือง แดง) ทำให้ใบขนาดเล็กกว่าปรกติที่ควรเป็น ลดการสังเคราำะห์แสงเนื่องจากใบเล็กลง ลดการเจริญเติบโตของราก (Reduce Cytokinin Synthesis)

มากไปกว่านั้นทำให้ การเคลื่อนย้ายของน้ำ อากาศ และราก ในดินลำบากกว่าที่ไม่เป็นดินเค็ม

หน่วยวัดดินเค็ม เป็น SAR (Sodium Absorption Ration), ECe (Electrical Conductivity of a saturation extract), และ ESP (Exchangeable Sodium Percentage)

หากวันจากน้ำ จะเป็น TDS (Total Dissolved Salts), TSS (Total Soluble Salts), ECw (Electric Conductivity of the water), SARw (Sodium Absorption Ratio)

สรุัปว่าดินเค็ม น้ำเค็ม มีผลต่อการดูแลหญ้าครับ แต่หากรู้วิธีการจัดการด้วยต้นทุนที่เหมาะสม จะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า แล้วจะมาบอกต่อครับ

25 กันยายน 2551

หน้าที่จัดการดูแลสนามกอล์ฟ

เรามาดูว่างในแต่ละที่ มีการดูแลสนามกอล์ฟ อย่างน้อยตามนี้รึป่าวครับ

  1. เปลี่ยนหลุมบน Putting Greens
  2. เจาะ Greens วัดความเป็นกรดด่างของดิน
  3. Topping Greens
  4. การให้ปุ๋ย Tees Fairways Roughs Greens
  5. การใช้เคมี สารชลอการยาวของหญ้า(Turf Growth Regulator) สารกำจัดเชื้อรา(Fungicides) สารกำจัดแมลง(Insecticides) สารกำจัดตัวใต้ดิน (Nematocides) สารกำจัดวัชพืช(Herbicide)
  6. Turf Cultivation ตัดหญ้า Verti Cutting, Verti Drain, Coring ดอกกรวง และดอกตัน ดูแล บำรุงรักษาเครื่องจักร
  7. ระบบน้ำ Irrigation
  8. วัดความเร็ว Greens ด้วย Stimp Meter
  9. จัดทำรายงานประจำเดือน
  10. จัดทำงบประมาณประจำปี
  11. จัดทำแผนงานประจำปี เดือน อาทิตย์
  12. ควบคุมค่าใช้จ่าย
  13. พิจารณา ไล่คนออก รับคนเข้า

15 กันยายน 2551

การให้ปุ๋ยแบบ Slow Release กับ Spoon Feeding

หญ้าในสนามกอล์ฟแบ่งออกเป็น 4ส่วน กล่าวคือ Greens Tees Fairways และ Roughs การให้ปุ๋ยนั้นแตกต่างกันออกไปเนื่องจากพื้นที่ปลูกหญ้าและพันธุ์หญ้านั้นต่างกัน ในพื้นที่ที่เป็น Fairways และ Rough นั้นเป็นการปลูกบนดิน ส่วนหญ้า Greens และ Tees ปลูกบนทราย ดั้งนั้นการให้ปุ๋ยกับพื้นที่ต่างกันก็ต่างกรรมที่จะจัดการการให้ปุ๋ย

ในที่นี้จะกล่าวถึงการให้ปุ๋ยบน Greens แบบ Slow Release กับ Spoon Feeding ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมีการให้ปุ๋ยแบบ Slow Release เป็นส่วนใหญ่เพราะมีความเชื่อว่าการให้ปุ๋ยแบบเม็ดที่เป็น Slow Release นั้นจะดูแลหญ้าบน Greens ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากมองลึกลงไปว่า Greens ต้องรองรับนักกอล์ฟจำนวนมากบนพื้นที่อันเล็กกระจ้อยร่อย ทำให้เกิด Compaction ของดินหรือเรียกว่าดินมันอัดแน่น ทำให้รากแหย่ลงไปไม่ได้ลึก

อีกทั้งการสังเกตุของผู้จัดการดูแลสนามกอล์ฟ (Superintendent) ยังไม่รู้ว่า ปุ๋ยเม็ด Slow Release หรือปุ๋ยเม็ดทั่วไปนั้น มันเคลือบด้วย Wax Plastic Latex หรือ Resin ซึ่งเรียกกันในวงการปุ๋ยว่า Coating หรือ Filler เมื่อมันค่อยๆ ละลายน้ำแล้วมันจะไปเคลือบอยู่ชั้นบนของทรายก่อนทำให้การซึมของน้ำนั้นลำบากส่งผลให้เกิดตะใคร่บน Greens (ไม่น่าดูเลยครับ) ต่อมามันจะค่อยๆ ลงไปกับน้ำอยู่ในชั้น thatch สีดำที่ไม่ต้องการส่งผลให้การระบายน้ำบน Greens

มีปัญหาต่อมา ทำให้เกิดปัญหาว่า ตะใคร่ทำไมมันเกิดหนอ ทำไมน้ำระบายไม่ดีหนอ ทำไมดินมันแน่นหนอ ก็สาเหตุหลักมาจาก กาวพวกนี้สะสมอยู่ในดินทำเกิดปัญหาต่างๆ นั่นเอง อาจมองว่าลดต้นทุนในการให้ปุ๋ยโดยการใช้ปุ๋ยเม็ดแบบ Slow Release แล้วจะลดค่าแรงงานคนได้ เอ่อ.... ผมคิดว่าทำให้ต้องมีการทำเขตกรรม อย่างหนักตามมาและอาจเลวร้ายถึงต้องรื้อทำ Greens กันใหม่เลยนะครับ อย่างนี้ไม่เรียกว่างานเข้า แต่เรียกว่า หางานครับ (ตัวอย่างดินเสียนะครับในสวนส้มแต่ก่อนเพาะปลูกกันที่ปทุมธานี พอดินเสียเนื่องจากปุ๋ยเม็ด ก็ย้ายไปกำแพงเพรช แล้วก็ย้ายไปเชียงราย อืมน่าคิดนะ แต่สนามกอล์ฟย้ายม่ายด้ายคับพี่น้อง)

การให้แบบ Spoon Feeding คือการให้ปุ๋ยจำนวนน้อยแต่ค่อยๆให้ ทำให้หญ้าเจริญเติบโตได้อย่างสมบรูณ์ ซึ่งการใช้ปุ๋ยน้ำในต่างประเทศเขาใช้กันมานานแล้วครับแต่มีขอจำกัดนิดหน่อยคือ Superintendent ต้องรู้และเข้าใจถึงการผสมปุ๋ยเข้ากับ Boom Spray ครับ

ตรงนี้เรียนรู้กันไม่ยากครับ ข้อดีของปุ๋ยน้ำคือมันละลายน้ำหมดครับ อีกทั้งยังสามารถรวม เอาธาตุอาหารต่างๆผสมลงทีเดียวกันเลย ยังมีอีก ผสมร่วมกับ สารเร่งรากหญ้า สารกำจัดเชื้อรา สารกำจัดแมลง ลงทีเดียวกันได้เลยครับ

ถ้ามีเครื่อง Boom Spray อยู่แล้วก็ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดได้ซึ่งรถพวกนี้ในสนามกอล์ฟมีกันอยู่แล้วเป็นอุปกรณ์จำเป็น ซึ่งแพงโขอยู่เหมือนกัน ในเมื่อมีอยู่แล้วก็ใช้ให้เต็มที่เพราะเจ้ารถ Boom Spray ผสมไม่กี่อย่างเพื่อไปฉีดพ่นนั้นยังไม่คุ้ม ถ้าสามารถเอาปุ๋ยลงไปด้วยจะช่วยได้อย่างมากเลย และใช้แบบน้ำน้อยผสมปุ๋ยเพื่อฉีดพ่น โดยปรกติ น้ำจำนวน 300 ลิตรฉีดพ่นได้ 6,000ตร.ม. อีกทั้งยังรวดเร็ว และใช้คนงานคนเดียวอีกด้วย

สรุปการให้ปุ๋ยผมแนะนำนะครับให้ใช้ปุ๋ยน้ำผสมลงไปใน Boom Spray ซึ่งมี N-P-K + Trace Element ต้นทุนต่ำกว่า ปุ๋ย Slow Release, สภาพหญ้าเขียวสมบรูณ์เสมอกว่าด้วย ถ้าไม่อยากให้หญ้าโตไวก็ใช้ ตัวชะลอการโตของหญ้าร่วมด้วยครับ